วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ความทรงจำที่ไม่เคยลืม

...........ฉัน มีน้าสาวคนหนึ่ง เป็นคนชอบออกกำลังกายเหมือนฉัน เรามักจะชวนกันไปออกกำลังกายกันเสมอ ๆ รักสุขภาพเหมือนกัน จะมีการตรวจเช็คสุขภาพประจำปีตลอด ทำให้เราเกิดความมั่นใจเสมอว่า เราสุขภาพดี ไม่มีโรคอะไร
.......แล้วมีอยู่วันหนึ่ง น้าสาวของฉันก็ไปตรวจสุขภาพประจำปีเหมือนทุกปี ผลการตรวจสุขภาพออกมาก็ปกติดีทุกอย่าง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งทีผิดปกติ คือตรงบริเวณหน้าอกด้านซ้ายจะมีลักษณะก้อนเล็ก ๆ ลักษณะเหมือนเป็นซีส หรือก้อนเนื้อก็ไม่ทราบ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ก็เลยแนะนำว่าให้ไปตรวจอีกทีเพื่อความแน่ใจ(โรงพยาบาลที่ตรวจไม่ใช่เฉพาะทาง)
.........น้าสาว..ของฉัน ก็เริ่มวิตกกังวลใจ แต่ฉันและคนในครอบครัว ก็จะคอยให้กำลังใจว่าลองไปตรวจดูก่อน อาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด น้าก็เลยไปตรวจที่ โรงพยาบาลเฉพาะทาง ผลการตรวจปรากฎว่า คุณหมอบอกว่า ต้องเช็คจากก้อนเนื้อนั้นก่อน พอตรวจเช็คจากก้อนเนื้อนั้นแล้ว อีกประมาณ 1 สัปดาห์ คุณหมอก็ให้คุณน้าไปพบและ แจ้งว่าเป็นก้อนเนื้อร้าย หรือมะเร็ง แต่ว่าอยู่ในระยะเริ่มแรก ถ้าได้รับการรักษาก่อนก็จะหาย
........ในขณะนั้น ฉันเข้าใจถึงความรู้สึกของน้าได้ว่า มีความรู้สึกอย่างไร คงสับสน กังวลใจ ทุกคนในครอบครัวช่วยกันให้กำลังใจ และบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะเป็นระยะแรก เดี่ยวนี้ มียาที่รักษาได้ ขอให้เรามีกำลังใจ ต่อสู้กับโรคร้ายให้ได้
.........น้าฉัน เริ่มมีกำลังใจดีขึ้น และเข้มแข็ง น้าเริ่มเข้ารับการรักษา ตามกระบวนการของแพทย์ อย่างต่อเนื่อง โดยผ่าตัดเอาก้อนเนื้อนั้นออกก่อน และตัดท่อน้ำเหลือตรงใต้วงแขนออก ทุกคนในครอบครัวและ เพื่อน ๆ ก็คอยให้กำลังใจคุณน้าตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี ที่รักษา
.........เวลาผ่านไป 1 ปี น้าฉันได้ผ่านกระบวนการรักษา จนหายดี และได้เริ่มทำงานตามปกติ แต่จะมีอาการอ่อนเพลียบ้างเล็กน้อย เพราะผลกระทบของยาที่รักษาอยู่ในร่างกายมานานกว่า 1 ปี
.......ชีวิตฟ้าหลังฝน.....ย่อมสดใส ตอนนี้ฉันดีใจกับน้าของฉัน ดูท่านมีสุขภาพดี เพราะได้รับคำแนะนำจากหมอ ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่หมด โดยใช้หลักของชีวจิตมาปฏิบัติ น้าฉันก็ปฏิบัติโดยการหาหนังสือเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย มาปรับเปลี่ยนตัวเองจนทุกวันนี้
........จากประสบการณ์ ที่ฉันได้ประสบมากับคนใกล้ตัว ทำให้ฉันมีความรู้สึกว่า คนเราจะประมาทกับชีวิตไม่ได้เลย จะย้อนกลับไปเล่าถึงน้าของฉัน เมื่อก่อนเป็นคนชอบทานพวกเนื้อสัตว์ ขนมหวานทีมีกะทิ ไม่ค่อยชอบทานผัก ผลไม้ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนชอบออกกำลังกายตลอด แต่ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กัน คือ ทั้งรับประทานอาหารที่ถูกหลักและมีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
........ตอนนี้ ฉันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลย ว่าฉันได้เข้าไปมีส่วนช่วยให้น้าของฉันพบความสุขและดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความหวัง.......

Let's work out #1


เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดี

คลิ๊กที่นี่เพื่อเลื่อนไสลด์

ที่มา: http://www.womenshealthmag.com/fitness/how-to-get-into-the-best-shape-1

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Episode 2

.....ฉันจะย้อน เรื่องราวของฉันว่าก่อนหน้าที่จะมาปรับพฤติกรรมของตนเองนั้น ฉันใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร
............- เริ่มจากตื่นมาตอนเช้าจะดื่มกาแฟ ใส่ครีมเทียม น้ำตาลมากหน่อย ตามด้วยขนมเค็กที่มี cheese เยอะ ๆ เพราะเป็นคนชอบทาน cheese มาก ยิ่งพวกบลูเบอรรี่ราดด้วย cheese เยอะ ๆ แล้วจะเป็นของโปรดฉันเลย หรือไม่ก็ขนมพวก ช๊อคโกแลต เช่น บราวนี่ ก็ชอบมาก
..............-จากนั้นก็ไปทำงาน เข้างานประมาณ 8.00 น. เริ่มงานจริง ๆ ก็ประมาณ 8.30 น. เป็นต้นไป ในขณะที่จะเริ่มงานฉันจะดื่มกาแฟ โดยไม่ใสครีมเทียม อีก 1 แก้ว แล้วตามด้วยขนมปังกรอบ ๆ อีกประมาณ 1.-2 ชิ้น ราว ๆ ประมาณ 10.00 น. -12.00 น. ฉันจะมีพวกขนมทานเล่น ๆ อีกบ้าง
.............-ประมาณ 12.00 น.-13.00 น. จะเป็นเวลาอาหารกลางวันของฉัน จะเป็นอาหารจำพวก ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าวราดแกง และตามด้วยขนมหวานบ้าง แล้วแต่จะหาทานได้
.............- ช่วงบ่ายแก่ ๆ ประมาณ 15.00 น-16.00 น. ฉันจะหาพวกขนมทานเล่น เพราะที่โต๊ะทำงานจะมีขนมตุนไว้เสมอ หรือบางทีก็จะมีเพื่อน ๆ ที่ทำงานซื้อเข้ามาตอนเญ้น พวกเรามักจะมี Meeting เล็ก ๆ เสมอ เช่น ขนมเค๊ก ลูกชิ้นทอด ใส้กรอกย่างบ้าง ล้วนแล้วแต่เป็ฯของว่างที่จะนำมาเสริฟกันตอนหลังเลิกงานเสมอ
.............- บางทีมีประชุมก็อาจจะหนักหน่อย อาจจะไปทานอาหารกันตามร้านอาหารที่อร่อย ๆ ประจำแล้วแต่
.............หลังเลิกงาน ฉันจะแวะออกกำลังกาย เช่น แอโรบิค วิ่งในสวนสาธารณะ หรือบางทีก็ โยคะบ้าง แล้วแต่ว่าสะดวกที่ไหน พอออกกำลังกายเสร็จแล้ว ฉันน่าจะรีบกกลับบ้าน แต่ไม่รีบกลับ เพราะฉันมักจะเหนื่อยหลังจากออกกำลังกาย และหิวมาก คิดแต่เพียงว่าขออะไรก็ได้รองท้องก่อน จะแวะหาซื้อขนมตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านขนมอร่อย จะซื้อกลับบ้านเผื่อเอาไว้ทานในวันรุ่งขึ้น
............- เสร็จธุระกลับบ้าน ก็จะถึบ้านประมาณ 1 ทุ่ม ถึง 2 ทุ่ม เกือบทุกวัน หรือบางทีก็เกือบ 3 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่เกินเวลาอาหารเย็นของคนทั่วไป แล้วแต่ความหิวทำให้ฉันลืมคิด เพราะคุณแม่ ฉันทำอาหารอร่อยมาก ท่านจะทำอาหารเตรียมไว้เสมอ และฉันก็ไม่เคยพลาดเลย ต้องขอทานฝืมือคุณแม่อีกรอบ
.......สรุปแล้วในวัน ๆ หนึ่ง ตั้งแต่เริ่มตื่นนอนมา จนกระทั่ง เข้านอน ฉันทานอาหารและขนมประมาณ 4-5 มื้อต่อวัน นี่ยังไม่รวมถึงการทานอาหารนอกบ้านหลังเลิกงาน เพราะจะทำให้ทานเยอะ โดยคิดว่าไม่เป็นไร วันเดียวเอง เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยออกกำลังการ เผาผลาญแคลอรี่ได้ คิดอยู่อย่างนี้เสมอเวลาเผลอใจคิดว่าไม่เป็นไร
..........ฉันปฏิบัติตัวเองอย่างนี้ อยู่เป็นเวลา 3-5 ปี พอถึงเวลาไปตรวจสุขภาพประจำปี ครั้งใดก็จะพบว่า มีคลอเรสเตอรอลสูงกว่าปกติเสมอ แต่ก็จะลดอาหารพวกนี้ได้สักระยะหนึ่ง แล้วก็กลับมาทานอีก เป็นอยู่อย่างนี้มาตลอด
.......ฉันเริ่มแพ้ใจตัวเอง หลอกตัวเอง แล้วก็ไม่สามารถเอาชนะความอยากทานของฉันได้ แล้วความที่ฉันไม่สามารถชนะได้ ก็ทำให้ร่างกายฉันเริ่มอ่อนแอ ฉันแพ้......

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Episode 1

จำความได้ว่า ตั้งแต่เล็กจนโตฉันเป็นคนที่อ่อนแอมาก มีโรคประจำตัวหลายโรคจนพ่อแม่เรียกฉันว่า "แอ" เพื่อที่จะแก้เคล็ดให้เป็นคนแข็งแรงเหมือนชาวบ้าน แต่ก็ไม่วายที่โรคจะรุมเร้า คุณแม่เคยบ่นให้ฟังเสมอว่า เลี้ยงยากมาก ขนาดยุงกัดยังไม่ได้เลยมีแผลขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ จากเล็กกลายเป็นตุ่มใหญ่ ถ้าเจอพวกน้ำไม่สะอาด ก็จะลามกลายเป็นแผล ฉันจำได้ว่าเคยถูกยุงกัดนิดเดียว แล้วแถว ๆ หมู่บ้านจะมีน้ำท่วมประจำปี ด้วยความที่เป็นเด็กอยากเล่นน้ำกับเพื่อน ๆ ด้วยกัน พอกลับจากเล่นน้ำกลับมาบ้าน พอตกกลางคืน แผลที่โดนยุงกัด มันเริ่มเป็นวง ๆ และทำให้คันมาก ฉันจึงเกา ยิ่งเกาก็ยิ่งเป็นแผล เริ่มจากแผลเล็ก ๆ กลายเป็นแผลใหญ่ ขึ้นจากเป็ฯที่ขาเริ่มลามไปถึงแขน จนคุณพ่อเคยบอกว่า ถ้ามันเป็นแผลเยอะขนาดนี้ คงต้องตัดขาออกแน่นอน ฉันได้แต่นั่งร้องไห้
.........พอโตขึ้นมาประมาณชั้นมัธยมเริ่มมีอาการอย่างอื่นแทรก เช่น เวียนหัวบ่อย ๆ คุณแม่ก็เลยพาไปหาหมอพบว่าเป็นโรคโลหิตจางอีก ก็เลยต้องทานยาพวกบำรุงเลือดอีก และต้องทานอาหารพวกบำรุงเลือดด้วย
.........บ่อยครั้งที่ทำให้ฉันรู้สึกท้อใจอย่างมาก พอเริ่มเข้าทำงาน ฉันต้องทำงานเกี่ยวกับเอกสาร และยุ่งเกี่ยวกับเงิน ซึ่งเจอเชื้อโรค ฝุ่นละอองตลอดเวลา (ฉันทำงานสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง) ฉันเจออาการโรคภูมิแพ้เกิดกับตัวฉันอีก ซึ่งเป็นภูมิแพ้แบบแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง ซึ่งค่อนข้างรุนแรงมาก เวลาเจออากาศเย็น เช่น ฤดูฝน ฤดูหนาว จะเกิดอาการจาม ไอ ตลอดเวลา จนทำให้ไม่ค่อยชอบฤดูฝนกับหนาวเลย เพราะทำให้จามตลอดเวลา เสียงจะอู้อี้เหมือนคนเป็นหวัดตลอดเวลา เกิดความไม่เชื่อมั่นตัวเอง อาการภูมิแพ้ของฉันจะกำเริบตอนกลางคืนเสมอจนต้องอาศัยยาพ่นจมูกช่วย ซึ่งยาพวกนี้จะทำให้เยื่อจมูกอักเสบ และจมูกจะไม่ได้กลิ่น ฉันจึงพยายามไม่ใช้ เมื่อไม่จำเป็น แต่คุณหมอจะบอกเสมอว่าต้องออกกำลังกายบ้าง ฉันจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องไปออกกำลังกายบ้างซึ่งเป็นอะไรที่ฉันชอบ
..........เริ่มจากการออกกำลังกายที่บ้านก่อน หรือไม่ก็ไปว่ายน้ำ วิ่ง เดิน พอเริ่มออกกำลังกายก็มีความรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ในชีวิตประจำวันต้องเจอกับงานที่เกี่ยวกับเอกสาร อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา อาการก็จะกลับมาอีก ทำให้ฉันเริ่มท้ออีกครั้ง แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้ก็กลับมาออกกำลังกายอีก โดยการไปออกแบบแอโรบิก ทำให้มีความรู้สึกสนุก อยากออกกำลังกาย อาการก็เริ่มดีขึ้นอีก
..........ฉันได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งก็มีอาการภูมิแพ้ เหมือนกับฉัน แต่เพื่อนฉันอาการจะหนักกว่าฉันมากขนาดตอนกลางคืนหายในไม่ค่อยออก ทำให้ฉันเกิดกำลังใจขึ้นมาว่ายังมีคนที่เป็นหนักกว่าเราอีก เราเริ่มคุยกันถูกคอ เพราะคุยเรื่องเดียวกันคือทำอย่างไรให้ภูมิแพ้หาย บางทีก็ชวนกันไปออกกำลังกายบ้าง ทำให้ลืมอาการป่วยของตนเองได้บ้าง
...........ต่อมางานเริ่มเยอะ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งฉันก็เปลี่ยนจากการออกกำลังตอนเย็นหลังเลิกงาน ก็เปลี่ยนมาเข้า Fitness แทนซึ่งทำให้เรามีเวลาออกกำลังกายอีกครั้ง ฉันเริ่มสนุกกับการออกกำลังกายอีกครั้ง แต่หลังจากออกกำลังกายแล้วทำให้เราเหนื่อย จึงทำให้ทานเยอะมากในตอนเย็นหรือบางทีก็ดึก นอกจากตอนนี้จะทำให้กังวลเรื่องอาการภูมิแพ้จะกลับมา แล้วยังต้องกังวลเรื่องน้ำหนึกตัวที่เพิ่มขึ้นอีก จึงทำให้เริ่มมีความคิดผิด ๆ โดยการเริ่มอดอาหาร หาสูตรลดอาหารแบบไหนที่ว่าดีก็นำมาปฏิบัติ
ฉันเริ่มมีความรู้สึกสับสอน วิตกกังวล จึงทำให้ไม่อยากทำอะไรอีกกับชีวิต อาการภูมิแพ้ก็เริ่มกลับมาอีก ซึ่งเป็นหนึกกว่าเดิมจนต้องทำให้ฉันทานยาแก้แพ้เกือบทุกวัน ซึ่งยาพวกนี้ทำให้ฉันนอนหลับและก็หายชี่วขณะตอนนอนหลับเท่านั้น ฉันทานยาแก้แพ้มากจนมีอาการของหัวใจเต้นแรง และมีความรู้สึกว่า หัวใจของเราทำงานผิดปกติ จึงไปพบคุณหมอเกี่ยวกับภูมิแพ้อีกครั้ง และเล่าอาการให้หมอฟัง คุณหมอเลยแนะนำให้ไปตรวจเช็คกับแพทย์ที่เกี่ยวกับการเต้นผิดปกติของหัวใจโดยตรง พอได้ยินคุณหมอแนะนำ ฉันมีความรู้สึกว่าจะมีโรคใหม่เกิดขึ้นกับตัวฉันอีกแล้ว คือโรคเกี่ยวกับหัวใจ เพราะหัวใจเต้นแรงผิดปกติมาก ฉันเริ่มหาหนังสือเกี่ยวกับโรคหัวใจมาอ่าน เพื่อเตรียมตัวกับโรคใหม่อีกครั้ง คิดทบทวนกับตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่อเจอกับโรคภัยพวกนี้หรือ! ตอนนั้นไม่อยากจะทำอะไร พยายามคิดว่าต้องอยู่กับโรคพวกนี้ให้ได้
..........แล้วมีอยู่วันหนี่ง เพื่อฉันคนเดิมที่เป็นภูมิแพ้ ก็โทรฯมาหาแล้วชวนฉันว่าไปออกกำลังกายใหม่อีกครั้ง เผื่อจะได้ผ่อนคลายความกังวลได้บ้าง ด้วยความที่ฉันชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ก็เลยไปสมัคร Fitness แห่งหนึ่งใกล้ ๆ บ้าน มีความรู้สึกว่าเครื่องออกกำลังกายของเขาทันสมัยดี สะอาด คงไม่น่าเบื่อ
.........ฉันเริ่มไปออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยชวนเพื่อนๆ ที่ทำงานไปด้วย และยังได้น้อง ๆ ที่Fitness แนะนำถึงการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ตลอดจนการควบคุมปริมาณอาหารที่เราทานในแต่ละวัน ฉันเริ่มรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกาย และเริ่มมีวินัยในการทานอาหารในแต่ละวัน และพยายามค้นหาหนังสือบ้าง ในเว็บบ้าง เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ บางครั้งก็แอบถามน้อง ในFitness บ้าง
........ในระยะเวลาไม่นานประมาณ 2 เดือนเศษ ฉันเริ่มรู้สึกอาการการเต้นของหัวใจดีขึ้น หรือแทบจะเต้นปกติ อาการแพ้อากาศ ผุ่นละออง เริ่มดีขึ้น ตอนกลางคืนก็ไม่จาม ไอ จนมีความรู้สึกว่าอาการป่วยของตัวเองหายไปไหน หรือแทบจะลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังป่วยอยู่ เจอเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้วยกันก็ทักว่าเดี๋ยวนี้ไม่จาม และดูสุขภาพดี ด้วย ทำให้ฉันเกิดความมั่นใจมากขึ้น บางครั้งฉันเคยคิดว่าอยากมียาวิเศษอะไรก็ได้ที่จะทำให้อาการป่วยของฉันหาย ซึ่งตอนนี้ฉันได้พบแล้วว่า ยาวิเศษที่เราอยากได้ ตัวของเราเอง ถ้าเราสนใจตัวเอง ชนะใจตัวเอง มีสติในการดำเนินชีวิต โรคภัยก็จะไม่มาเยือน
........ปัจจุบัน ฉันดำเนินชีวิตของตนเองอย่างเรียบง่าย โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละวัน และที่สำคัญออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายนี้ ฉันคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของฉันไปแล้ว และเป็นยาวิเศษที่ฉันต้องการมานาน เดี๋ยวนี้ ฉันไม่ต้องไปหาคุณหมอบ่อย ไม่ต้องทานยาเยอะๆ บางคร้งเคยนึกอยากจะกลับไปหาคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งฉันเคยไปพบและปรึกษาเรื่องภูมิแพ้ของฉัน ท่านเคยพูดแบบติดตลกว่า โรคนี้หายยาก ขนาดหมอยังเป็นเลย ประมาณว่าคนไข้อย่างฉันจะหายหรือ ....ฉันอยากจะไปบอกหมอว่า "ตอนนี้ฉันค้นเจอยาที่รักษาหายแล้ว" ฉันกลับมาเป็นคนใหม่ มีความเชื่อมั่น และรู้สึกดีกับตัวเอง จนอยากจะบอกต่อกับเพื่อน ๆ คะ